การสื่อสารเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตประจำวัน และการเรียนรู้ บทสนทนาภาษาไทย จะช่วยให้เราสามารถสื่อสารกับคนรอบข้างได้อย่างมั่นใจ ไม่ว่าจะเป็นการทักทายเพื่อน ครอบครัว การซื้อของในร้านอาหาร การถามทาง หรือการทำงานในที่ทำงาน การรู้คำศัพท์และประโยคพื้นฐานเหล่านี้จะช่วยให้ชีวิตประจำวันสะดวกขึ้นและลดความสับสน
บทความนี้จะรวบรวม บทสนทนาภาษาไทยในชีวิตประจำวัน พร้อมตัวอย่างประโยค คำศัพท์ที่ใช้บ่อย และสถานการณ์ต่าง ๆ เพื่อช่วยให้ผู้เรียนภาษาไทยสามารถ พูด ฟัง และเข้าใจภาษาไทยได้อย่างง่ายดาย
การทักทายและแนะนำตัว (Greeting & Introducing Yourself)
การทักทายและแนะนำตัวเป็นพื้นฐานสำคัญของการสื่อสารภาษาไทย การรู้วิธีพูดอย่างสุภาพและเป็นมิตรจะช่วยให้เกิดความประทับใจแรกที่ดีและทำให้บทสนทนาไหลลื่นไม่ติดขัด การทักทายสามารถใช้ได้ทั้งกับเพื่อน ครอบครัว เพื่อนร่วมงาน หรือคนที่ไม่รู้จัก
1. การทักทายตามเวลาและสถานการณ์
ในภาษาไทย การทักทายจะเปลี่ยนไปตามเวลาและความสัมพันธ์ระหว่างผู้พูดและผู้ฟัง คำทักทายที่ใช้บ่อย เช่น สวัสดีครับ / สวัสดีค่ะ เป็นคำทักทายทั่วไปที่สุภาพและใช้ได้ทุกสถานการณ์ สวัสดีตอนเช้า / ตอนบ่าย / ตอนเย็น ใช้ตามช่วงเวลาของวัน การถามว่า สบายดีไหม หรือ เป็นอย่างไรบ้าง เป็นการแสดงความใส่ใจและสนใจผู้ฟัง
ตัวอย่างบทสนทนา:
A: สวัสดีครับคุณสมชาย สบายดีไหมครับ
B: สวัสดีค่ะ สบายดีค่ะ ขอบคุณ คุณสมชายสบายดีไหมคะ
คำศัพท์สำคัญ:
สวัสดี = Hello
สบายดีไหม = How are you
ขอบคุณ = Thank you
2. การแนะนำตัวเองอย่างสุภาพ
เมื่อพบใครครั้งแรก เรามักใช้ประโยคแนะนำตัวเองพร้อมบอกชื่อ สถานที่มาจาก หรืออาชีพ เช่น ฉันชื่อ… / ผมชื่อ… ยินดีที่ได้รู้จัก ฉันมาจาก… / ผมมาจาก… ฉันทำงานเป็น… / ผมทำงานเป็น… การแนะนำตัวแบบสุภาพช่วยสร้างความประทับใจและความเป็นมิตร
ตัวอย่างบทสนทนา:
A: สวัสดีครับ ผมชื่อสมชาย ยินดีที่ได้รู้จักครับ
B: สวัสดีค่ะ ฉันชื่อมาลี ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันค่ะ
A: คุณมาจากไหนครับ
B: ฉันมาจากเชียงใหม่ค่ะ
คำศัพท์สำคัญ:
ชื่อ = Name
ยินดีที่ได้รู้จัก = Nice to meet you
มาจาก = Come from
ทำงานเป็น = Work as / Job
3. การถามและตอบเกี่ยวกับอายุและอาชีพ
การสนทนาเบื้องต้นมักต่อด้วยถามอายุ อาชีพ หรือความสนใจ เช่น คุณอายุเท่าไหร่? ฉันอายุ…ปี คุณทำงานอะไร? ฉันทำงานเป็น… การถามอย่างสุภาพและตอบอย่างตรงไปตรงมาจะช่วยให้การสนทนาไหลลื่น
ตัวอย่างบทสนทนา:
A: คุณอายุเท่าไหร่ครับ
B: ฉันอายุ 25 ปีค่ะ
A: แล้วคุณทำงานอะไรครับ
B: ฉันทำงานเป็นครูค่ะ
คำศัพท์เสริม:
อายุ = Age
ปี = Year
ทำงาน = Work / Job
ครู = Teacher
4. การถามเกี่ยวกับงานอดิเรกและความสนใจ
เพื่อทำให้บทสนทนาน่าสนใจและเป็นมิตร เราสามารถถามเกี่ยวกับงานอดิเรกหรือความสนใจ เช่น คุณชอบทำอะไรเวลาว่างครับ? ฉันชอบอ่านหนังสือและวาดรูปค่ะ การแลกเปลี่ยนความสนใจช่วยให้ผู้คนรู้จักกันดีขึ้นและสร้างบรรยากาศเป็นกันเอง
ตัวอย่างบทสนทนา:
A: คุณชอบทำอะไรเวลาว่างครับ
B: ฉันชอบอ่านหนังสือและวาดรูปค่ะ
A: ผมก็ชอบวาดรูปเหมือนกันครับ
คำศัพท์เสริม:
ทำอะไร = Do what
เวลาว่าง = Free time
ชอบ = Like
อ่านหนังสือ = Read books
วาดรูป = Draw / Paint
5. เคล็ดลับการทักทายและแนะนำตัวให้ถูกต้องตามมารยาทไทย
ยิ้มและสบตาแสดงความเป็นมิตรและสุภาพ
ใส่คำว่า “ครับ” หรือ “ค่ะ” ทำให้ประโยคสุภาพ
เริ่มด้วยสวัสดีเป็นวิธีพื้นฐานและปลอดภัย
ถามสารทุกข์สุขดิบแบบสุภาพทำให้การสนทนาเป็นธรรมชาติ
ใช้ภาษากายร่วมกับคำพูด เช่น การไหว้หรือพยักหน้า เพิ่มความสุภาพและให้ผู้ฟังสบายใจ
การถามสารทุกข์สุขดิบ (Asking About Someone’s Well-Being)

การถามสารทุกข์สุขดิบเป็นบทสนทนาพื้นฐานในชีวิตประจำวันที่ใช้เพื่อแสดงความสนใจและความใส่ใจต่อผู้คนรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน ครอบครัว หรือเพื่อนร่วมงาน การถามสารทุกข์สุขดิบช่วยให้บทสนทนาเป็นมิตรและสร้างความสัมพันธ์ที่ดี
1. การถามสุขภาพและความเป็นอยู่
การถามสุขภาพถือเป็นเรื่องพื้นฐานที่สุด เช่น สบายดีไหม? เป็นอย่างไรบ้าง? กินข้าวหรือยัง? การถามเหล่านี้ไม่เพียงแสดงความเอาใจใส่ แต่ยังช่วยให้ผู้พูดเข้าใจสภาพจิตใจและร่างกายของผู้ฟัง
ตัวอย่างบทสนทนา:
A: สวัสดีครับ สบายดีไหมครับ
B: สบายดีค่ะ ขอบคุณ คุณล่ะครับ
A: ผมสบายดีครับ ขอบคุณที่ถาม
คำศัพท์สำคัญ:
สบายดีไหม = How are you
เป็นอย่างไรบ้าง = How’s everything
กินข้าวหรือยัง = Have you eaten yet
2. การถามเกี่ยวกับครอบครัวและเพื่อน
การถามถึงครอบครัวหรือเพื่อนช่วยสร้างความใกล้ชิด เช่น ครอบครัวสบายดีไหม? พี่ชายสบายดีหรือเปล่า? การถามเรื่องครอบครัวถือเป็นมารยาททางสังคมที่สำคัญ
ตัวอย่างบทสนทนา:
A: ครอบครัวคุณสบายดีไหมครับ
B: สบายดีค่ะ พ่อแม่สบายดี ขอบคุณที่ถาม
A: ดีใจครับที่ทุกคนสบายดี
คำศัพท์เสริม:
ครอบครัว = Family
พ่อ = Father
แม่ = Mother
พี่ชาย = Older brother
น้องสาว = Younger sister
3. การถามเกี่ยวกับงานหรือการเรียน
บทสนทนาในชีวิตประจำวันมักถามเรื่องงานหรือการเรียน เช่น งานวันนี้เป็นอย่างไร? เรียนเป็นอย่างไรบ้าง? การถามเรื่องเหล่านี้ช่วยให้ผู้ฟังรู้สึกว่าผู้พูดสนใจชีวิตประจำวันของเขาและสร้างความสัมพันธ์เชิงบวก
ตัวอย่างบทสนทนา:
A: งานวันนี้เป็นอย่างไรครับ
B: งานยุ่งหน่อยค่ะ แต่ก็โอเค
A: ดีแล้วครับ ขอให้ทุกอย่างราบรื่น
คำศัพท์สำคัญ:
งาน = Work / Job
เรียน = Study / Class
ยุ่ง = Busy
ราบรื่น = Smooth / Go well
4. การถามเกี่ยวกับอารมณ์และความรู้สึก
นอกจากสุขภาพกายแล้ว การถามอารมณ์หรือความรู้สึกก็เป็นส่วนสำคัญ เช่น วันนี้คุณรู้สึกอย่างไร? เครียดไหม? การถามเรื่องอารมณ์ช่วยให้บทสนทนาเป็นมิตรและเข้าใจผู้ฟังมากขึ้น
ตัวอย่างบทสนทนา:
A: วันนี้คุณรู้สึกเป็นอย่างไรครับ
B: รู้สึกเหนื่อยหน่อยค่ะ แต่ก็ดีขึ้นแล้ว
A: ดีแล้วครับ หวังว่าคุณจะสบายใจมากขึ้น
คำศัพท์สำคัญ:
รู้สึก = Feel
เครียด = Stressed
เหนื่อย = Tired
5. การถามเกี่ยวกับกิจกรรมและงานอดิเรก
เพื่อสร้างบทสนทนาที่เป็นมิตรและผ่อนคลาย สามารถถามเกี่ยวกับกิจกรรมหรืองานอดิเรก เช่น ทำอะไรเวลาว่างครับ/คะ? ทำอะไรบ้างในวันหยุด? การแลกเปลี่ยนเรื่องงานอดิเรกช่วยให้ผู้คนรู้จักกันดีขึ้น
ตัวอย่างบทสนทนา:
A: คุณชอบทำอะไรเวลาว่างครับ
B: ฉันชอบอ่านหนังสือและวาดรูปค่ะ
A: ผมก็ชอบวาดรูปเหมือนกันครับ
คำศัพท์เสริม:
ทำอะไร = Do what
เวลาว่าง = Free time
ชอบ = Like
อ่านหนังสือ = Read books
วาดรูป = Draw / Paint
6. การถามเกี่ยวกับเหตุการณ์หรือปัญหาในชีวิตประจำวัน
สามารถถามว่า วันนี้เป็นยังไงบ้าง? มีปัญหาอะไรไหม? การถามช่วยให้ผู้พูดรู้สึกว่าผู้ฟังใส่ใจและพร้อมช่วยเหลือ
ตัวอย่างบทสนทนา:
A: วันนี้เป็นยังไงบ้างครับ
B: ค่อนข้างยุ่งค่ะ แต่ก็ผ่านไปได้
A: ดีแล้วครับ ถ้ามีอะไรให้ช่วยบอกได้นะ
คำศัพท์สำคัญ:
ยุ่ง = Busy
ผ่านไปได้ = Manage / Got through
ช่วย = Help
7. การตอบคำถามสารทุกข์สุขดิบ
เมื่อถูกถามควรตอบอย่างสุภาพและตรงไปตรงมา เช่น สบายดีค่ะ ขอบคุณค่ะ งานยุ่งหน่อยค่ะ แต่ก็โอเค การตอบอย่างสุภาพช่วยให้บทสนทนาไหลลื่นและต่อเนื่อง
ตัวอย่างบทสนทนา:
A: สบายดีไหมครับ
B: สบายดีค่ะ ขอบคุณที่ถาม
A: ดีใจครับที่คุณสบายดี
8. เคล็ดลับการถามสารทุกข์สุขดิบให้เป็นธรรมชาติ
เริ่มด้วยคำทักทาย เช่น สวัสดีครับ/ค่ะ
ถามแบบสุภาพ เช่น สบายดีไหมครับ/คะ
ใช้คำถามง่าย ๆ และตรงไปตรงมา
ใส่คำว่า ขอบคุณ และตอบกลับอย่างสุภาพ
สังเกตอารมณ์ สีหน้า และน้ำเสียงของผู้ฟัง เพื่อปรับบทสนทนาให้เหมาะสม
you may also like to read these posts;
พื้นฐานภาษาไทยสำหรับผู้เริ่มต้น: เคล็ดลับเรียนรู้ใน 7 วัน
ไวยากรณ์ไทยเบื้องต้น: เรียนรู้เร็ว เข้าใจง่ายสำหรับผู้เริ่มต้น
คำศัพท์ไทยใช้บ่อย ที่คุณควรรู้ ใช้ได้ทุกวัน!
โครงสร้างประโยคภาษาไทย เข้าใจง่ายในไม่กี่นาที
การออกเสียงภาษาไทยง่ายๆ สำหรับผู้เริ่มต้น
การซื้อของและช้อปปิ้ง (Shopping in Daily Life)
การซื้อของและช้อปปิ้งเป็นบทสนทนาที่ใช้บ่อยในชีวิตประจำวัน ทั้งในร้านค้า ตลาด ซุปเปอร์มาร์เก็ต หรือห้างสรรพสินค้า การรู้วิธีถามราคา ขอสินค้า และต่อรองอย่างสุภาพช่วยให้การช้อปปิ้งสะดวกและสนุกขึ้น
1. การถามราคาและรายละเอียดสินค้า
ใช้เมื่ออยากรู้ราคาหรือคุณสมบัติของสินค้า เช่น ราคาเท่าไหร่ครับ/คะ อันนี้ทำมาจากอะไรครับ/คะ มีหลายขนาดไหมครับ/คะ
ตัวอย่างบทสนทนา:
A: ส้มลูกนี้ราคาเท่าไหร่ครับ
B: ลูกละ 20 บาทครับ
A: มีแบบแพ็คไหมครับ
B: มีค่ะ 5 ลูก 90 บาท
คำศัพท์สำคัญ:
ราคา = Price
แพ็ค = Pack
ลูก = Piece (สำหรับผลไม้)
ทำมาจาก = Made from
2. การขอสินค้าและทดลองใช้
สามารถถามว่า ขอลองอันนี้ได้ไหมครับ/คะ ขอชิมหน่อยได้ไหมครับ/คะ การขอทดลองสินค้าเป็นเรื่องปกติในร้านค้าบางประเภท เช่น เสื้อผ้า รองเท้า หรืออาหาร
ตัวอย่างบทสนทนา:
A: ขอลองเสื้อตัวนี้ได้ไหมครับ
B: ได้เลยครับ ห้องลองอยู่ตรงโน้น
A: ขอบคุณครับ
คำศัพท์เสริม:
ขอลอง = Try on
ห้องลอง = Fitting room
ชิม = Taste / Sample
3. การต่อรองราคา
ในตลาดหรือร้านเล็ก ๆ การต่อรองราคาเป็นเรื่องปกติ ควรต่อรองอย่างสุภาพ เช่น ลดได้ไหมครับ/คะ ถ้าซื้อหลายอันลดได้ไหมครับ/คะ
ตัวอย่างบทสนทนา:
A: อันนี้ราคา 150 บาทครับ
B: ลดได้ไหมครับ
A: ได้ครับ เหลือ 130 บาทครับ
คำศัพท์สำคัญ:
ลด = Discount / Reduce
เหลือ = Left / Remaining
อัน = Piece / Item
4. การถามเกี่ยวกับโปรโมชั่นและส่วนลด
ใช้สอบถามเกี่ยวกับโปรโมชั่น เช่น วันนี้มีโปรโมชั่นไหมครับ/คะ ซื้อ 1 แถม 1 ใช่ไหมครับ/คะ
ตัวอย่างบทสนทนา:
A: สินค้านี้มีโปรโมชั่นไหมครับ
B: มีค่ะ ซื้อ 1 แถม 1 ถึงสิ้นเดือนนี้
คำศัพท์เสริม:
โปรโมชั่น = Promotion
ซื้อ 1 แถม 1 = Buy 1 Get 1
สิ้นเดือน = End of the month
5. การชำระเงินและถามวิธีชำระเงิน
สามารถถามว่า รับเงินสดหรือบัตรเครดิตไหมครับ/คะ การชำระเงินสามารถทำได้หลายวิธี เช่น เงินสด บัตรเครดิต หรือจ่ายผ่านแอป
ตัวอย่างบทสนทนา:
A: ขอจ่ายด้วยบัตรเครดิตได้ไหมครับ
B: ได้ครับ กรุณาใส่รหัส
A: ขอบคุณครับ
คำศัพท์สำคัญ:
จ่าย = Pay
เงินสด = Cash
บัตรเครดิต = Credit card
รหัส = PIN / Code
6. การถามเกี่ยวกับการคืนสินค้าและเงื่อนไข
ในกรณีต้องการคืนหรือเปลี่ยนสินค้า สามารถถามได้ เช่น คืนสินค้าได้ไหมครับ/คะ มีเงื่อนไขอย่างไรครับ/คะ
ตัวอย่างบทสนทนา:
A: สินค้านี้สามารถคืนได้ไหมครับ
B: คืนได้ค่ะ ภายใน 7 วันและต้องมีใบเสร็จ
คำศัพท์สำคัญ:
คืนสินค้า = Return goods
ใบเสร็จ = Receipt
เงื่อนไข = Condition / Terms
7. การถามคำแนะนำจากพนักงาน
สามารถถามพนักงานเพื่อให้แนะนำสินค้าที่เหมาะสม เช่น สินค้านี้เหมาะกับใครครับ/คะ ตัวไหนดีครับ/คะ
ตัวอย่างบทสนทนา:
A: เสื้อเชิ้ตตัวนี้เหมาะกับใครครับ
B: เหมาะกับผู้ชายทุกวัยครับ
คำศัพท์เสริม:
เหมาะกับ = Suitable for
ตัวไหนดี = Which one is good
8. การถามเรื่องเวลาทำการและที่ตั้งร้าน
ใช้สอบถามเกี่ยวกับเวลาเปิด-ปิดร้าน หรือหาสาขาที่ใกล้ที่สุด เช่น ร้านเปิดกี่โมงครับ/คะ ร้านอยู่ตรงไหนครับ/คะ
ตัวอย่างบทสนทนา:
A: ร้านเปิดกี่โมงครับ
B: เปิด 9 โมงเช้าถึง 3 ทุ่มครับ
A: ขอบคุณครับ
คำศัพท์สำคัญ:
เปิด = Open
ปิด = Close
สาขา = Branch
9. การถามเกี่ยวกับคุณภาพสินค้า
ใช้สอบถามเกี่ยวกับคุณภาพ ความสดใหม่ หรืออายุการใช้งาน เช่น สินค้านี้สดไหมครับ/คะ ใช้ได้นานกี่วันครับ/คะ
ตัวอย่างบทสนทนา:
A: ผักนี้สดไหมครับ
B: สดมากครับ เพิ่งมาส่งเช้านี้
A: ดีครับ ขอบคุณ
คำศัพท์สำคัญ:
สด = Fresh
ส่ง = Deliver
อายุการใช้งาน = Shelf life
10. การแสดงความพอใจและขอบคุณ
หลังซื้อสินค้าสามารถพูดว่า ขอบคุณครับ/ค่ะ ชอบมากครับ/ค่ะ เป็นการสร้างมิตรภาพและมารยาทที่ดี
ตัวอย่างบทสนทนา:
A: ขอบคุณครับ สินค้าดีมาก
B: ยินดีค่ะ ขอบคุณที่อุดหนุน
การถามทางและการเดินทาง (Asking for Directions and Traveling)
การถามทางและการเดินทางเป็นบทสนทนาที่ใช้บ่อยในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเมื่อไปสถานที่ใหม่หรือไม่คุ้นเคย การรู้วิธีถามทางและเข้าใจคำตอบช่วยให้การเดินทางสะดวก ปลอดภัย และไม่เสียเวลา
1. การถามทางเบื้องต้น
เมื่อไม่รู้เส้นทาง สามารถถามว่า ไป…อย่างไรครับ/คะ หรือ สถานที่…อยู่ตรงไหนครับ/คะ การถามควรสุภาพและชัดเจน
ตัวอย่างบทสนทนา:
A: ขอโทษครับ ไปสถานีรถไฟฟ้าไปทางไหนครับ
B: เดินตรงไปแล้วเลี้ยวซ้ายครับ จะเห็นป้ายบอกทาง
คำศัพท์สำคัญ:
ไป…อย่างไร = How to get to…
สถานีรถไฟฟ้า = BTS / Train station
เลี้ยวซ้าย = Turn left
ป้ายบอกทาง = Signboard
2. การถามระยะทางและเวลาเดินทาง
สามารถถามว่า สถานที่นี้ไกลไหมครับ/คะ ใช้เวลานานเท่าไหร่ครับ/คะ การถามเรื่องระยะทางช่วยวางแผนเวลาและวิธีเดินทาง
ตัวอย่างบทสนทนา:
A: จากที่นี่ไปห้างสรรพสินค้านี้ไกลไหมครับ
B: ไกลประมาณ 2 กิโลเมตรครับ ถ้าเดินก็ใช้เวลาประมาณ 30 นาที
คำศัพท์สำคัญ:
ไกล = Far
กิโลเมตร = Kilometer
เดิน = Walk
ใช้เวลา = Take time
3. การถามเส้นทางโดยใช้พาหนะ
สามารถถามเกี่ยวกับรถเมล์ รถแท็กซี่ หรือรถไฟ เช่น รถเมล์สายไหนไป…ครับ/คะ รถแท็กซี่ไป…กี่บาทครับ/คะ
ตัวอย่างบทสนทนา:
A: ผมจะไปสนามบิน มีรถเมล์สายไหนบ้างครับ
B: ขึ้นสาย 551 ครับ จะไปถึงสนามบิน
คำศัพท์สำคัญ:
รถเมล์ = Bus
สาย = Route / Line
สนามบิน = Airport
แท็กซี่ = Taxi
4. การถามสถานที่สำคัญและสิ่งอำนวยความสะดวก
ใช้สอบถามที่ตั้งของโรงพยาบาล ปั๊มน้ำมัน หรือป้ายรถเมล์ เช่น โรงพยาบาลอยู่ตรงไหนครับ/คะ ปั๊มน้ำมันใกล้ที่สุดอยู่ที่ไหนครับ/คะ
ตัวอย่างบทสนทนา:
A: โรงพยาบาลใกล้ที่สุดอยู่ที่ไหนครับ
B: เดินตรงไป 200 เมตรแล้วเลี้ยวขวาครับ
คำศัพท์สำคัญ:
โรงพยาบาล = Hospital
ปั๊มน้ำมัน = Gas station
ใกล้ที่สุด = Nearest
เมตร = Meter
5. การถามเกี่ยวกับทิศทางและการเลี้ยว
สามารถถามเพื่อความชัดเจน เช่น เลี้ยวซ้ายหรือขวาครับ/คะ? ถนนนี้ตรงไปถึง…ไหมครับ/คะ การถามทิศทางช่วยลดความสับสนระหว่างเดินทาง
ตัวอย่างบทสนทนา:
A: ถนนเส้นนี้ตรงไปสถานีรถไฟไหมครับ
B: ใช่ครับ ตรงไปแล้วเลี้ยวซ้ายครับ
คำศัพท์สำคัญ:
ตรงไป = Go straight
เลี้ยวซ้าย = Turn left
เลี้ยวขวา = Turn right
6. การถามเวลาเปิด-ปิดและวันทำการ
ใช้สอบถามเกี่ยวกับเวลาทำการของสถานที่ เช่น ร้านเปิดกี่โมงครับ/คะ ปิดกี่โมงครับ/คะ ทำงานทุกวันไหมครับ/คะ
ตัวอย่างบทสนทนา:
A: สถานีรถไฟเปิดกี่โมงครับ
B: เปิดตั้งแต่ 6 โมงเช้าถึง 3 ทุ่มครับ
คำศัพท์สำคัญ:
เปิด = Open
ปิด = Close
วันทำการ = Working day / Weekday
7. การถามราคาหรือค่าเดินทาง
สามารถถามค่าเดินทางหรือค่าบริการ เช่น ค่ารถแท็กซี่ไป…เท่าไหร่ครับ/คะ ค่าตั๋วรถเมล์กี่บาทครับ/คะ
ตัวอย่างบทสนทนา:
A: ค่ารถแท็กซี่ไปสนามบินเท่าไหร่ครับ
B: ประมาณ 300 บาทครับ
คำศัพท์สำคัญ:
ค่า = Cost / Fare
ตั๋ว = Ticket
ประมาณ = Approximately
8. การถามเกี่ยวกับจุดสังเกตและป้ายบอกทาง
เพื่อความชัดเจน สามารถถามว่า มีป้ายบอกทางหรือสัญลักษณ์อะไรบ้าง เช่น อาคารสีแดงอยู่ฝั่งไหนครับ/คะ
ตัวอย่างบทสนทนา:
A: ร้านอาหารอยู่ตรงไหนครับ
B: ข้ามสะพานแล้วจะเห็นอาคารสีแดงครับ
คำศัพท์สำคัญ:
ป้ายบอกทาง = Signboard
สะพาน = Bridge
อาคาร = Building
9. การขอความช่วยเหลือเมื่อหลงทาง
ถ้าไม่แน่ใจเส้นทางสามารถขอความช่วยเหลือ เช่น ขอโทษครับ ผมหลงทาง ช่วยบอกทางไป…หน่อยได้ไหมครับ/คะ
ตัวอย่างบทสนทนา:
A: ขอโทษครับ ผมหลงทาง ช่วยบอกทางไปสนามบินหน่อยได้ไหมครับ
B: ได้ครับ เดินตรงไปแล้วเลี้ยวขวา คุณจะเห็นป้ายบอกทาง
คำศัพท์สำคัญ:
หลงทาง = Lost
ช่วยบอกทาง = Help to give directions
หน่อย = Please / A little
การสั่งอาหารในร้านอาหารหรือคาเฟ่ บทสนทนาภาษาไทยในชีวิตป
การสั่งอาหารเป็นบทสนทนาพื้นฐานในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารท้องถิ่น ร้านคาเฟ่ หรือร้านอาหารในห้าง การรู้วิธีสั่งอาหารอย่างสุภาพ ชี้ชัดเมนู และเข้าใจคำถามของพนักงานจะช่วยให้การสั่งอาหารสะดวกและสนุกมากขึ้น
1. การขอเมนูและสอบถามรายการอาหาร
เมื่อเข้าร้านอาหาร สามารถขอเมนูได้ เช่น ขอเมนูหน่อยครับ/คะ เมนูวันนี้มีอะไรบ้างครับ/คะ
ตัวอย่างบทสนทนา:
A: ขอเมนูหน่อยครับ
B: ได้เลยครับ นี่ครับ
A: ขอบคุณครับ
คำศัพท์สำคัญ:
เมนู = Menu
วันนี้ = Today
มีอะไรบ้าง = What do you have
2. การสอบถามเกี่ยวกับวัตถุดิบหรือส่วนประกอบ
ใช้ถามเกี่ยวกับส่วนประกอบของอาหาร เช่น อาหารจานนี้มีอะไรบ้างครับ/คะ ทำมาจากอะไรครับ/คะ
ตัวอย่างบทสนทนา:
A: ข้าวผัดจานนี้มีอะไรบ้างครับ
B: มีข้าว ไข่ หมู และผักครับ
A: ขอบคุณครับ
คำศัพท์สำคัญ:
จาน = Dish / Plate
หมู = Pork
ผัก = Vegetables
3. การสั่งอาหารและเครื่องดื่ม
เมื่อเลือกอาหารแล้ว สามารถสั่งได้โดยตรง เช่น ข้าวผัดหมูหนึ่งจานครับ น้ำเปล่าหนึ่งแก้วค่ะ ชาเย็นหนึ่งแก้วครับ
ตัวอย่างบทสนทนา:
A: ขอข้าวผัดหมูหนึ่งจานครับ
B: ได้ครับ
A: น้ำเปล่าหนึ่งแก้วค่ะ
B: ได้เลยครับ
คำศัพท์สำคัญ:
หนึ่งจาน = One plate
หนึ่งแก้ว = One glass
ขอ = May I have / I want
4. การสั่งอาหารพิเศษหรือปรับเปลี่ยนเมนู
สามารถสั่งให้ปรับเปลี่ยน เช่น ไม่ใส่พริกครับ ใส่ไข่เพิ่มได้ไหมครับ
ตัวอย่างบทสนทนา:
A: ข้าวผัดหมู ไม่ใส่พริกครับ
B: ได้เลยครับ
A: ขอบคุณครับ
คำศัพท์สำคัญ:
ไม่ใส่ = Without
ใส่ = Add
พริก = Chili
5. การสอบถามเกี่ยวกับราคาและโปรโมชั่น
สามารถถามราคาอาหารหรือโปรโมชั่น เช่น ราคาเท่าไหร่ครับ/คะ วันนี้มีโปรโมชั่นอะไรไหมครับ/คะ
ตัวอย่างบทสนทนา:
A: ชาเย็นแก้วนี้ราคาเท่าไหร่ครับ
B: 50 บาทครับ
A: มีโปรโมชั่นซื้อ 1 แถม 1 ไหมครับ
B: วันนี้มีครับ
คำศัพท์สำคัญ:
ราคา = Price
โปรโมชั่น = Promotion
ซื้อ 1 แถม 1 = Buy 1 Get 1
6. การสอบถามเวลาเตรียมอาหาร
สามารถถามเวลาที่อาหารจะมา เช่น จะใช้เวลานานไหมครับ/คะ อาหารจะเสิร์ฟเมื่อไหร่ครับ/คะ
ตัวอย่างบทสนทนา:
A: อาหารจะมาเร็วไหมครับ บทสนทนาภาษาไทยในชีวิตป
B: ใช้เวลาประมาณ 10 นาทีครับ บทสนทนาภาษาไทยในชีวิตป
A: ขอบคุณครับ บทสนทนาภาษาไทยในชีวิตป
คำศัพท์สำคัญ:
เร็ว = Fast / Soon บทสนทนาภาษาไทยในชีวิตป
ใช้เวลา = Take time บทสนทนาภาษาไทยในชีวิตป
เสิร์ฟ = Serve บทสนทนาภาษาไทยในชีวิตป
7. การเรียกพนักงานเพื่อสั่งเพิ่มหรือขอสิ่งอื่น
สามารถเรียกพนักงาน เช่น ขอเพิ่มน้ำอีกแก้วครับ ขอช้อนส้อมเพิ่มเติมได้ไหมครับ
ตัวอย่างบทสนทนา:
A: ขอน้ำอีกแก้วครับ บทสนทนาภาษาไทยในชีวิตป
B: ได้เลยครับ บทสนทนาภาษาไทยในชีวิตป
A: ขอบคุณครับ บทสนทนาภาษาไทยในชีวิตป
คำศัพท์สำคัญ:
ขอเพิ่ม = Request more บทสนทนาภาษาไทยในชีวิตป
แก้ว = Glass / Cup บทสนทนาภาษาไทยในชีวิตป
ช้อนส้อม = Spoon and fork บทสนทนาภาษาไทยในชีวิตป
8. การขอบคุณและแสดงความพอใจ
หลังรับประทานอาหาร สามารถพูดว่า ขอบคุณครับ/ค่ะ อร่อยมากครับ/ค่ะ เพื่อแสดงมารยาทและความพึงพอใจ
ตัวอย่างบทสนทนา:
A: ขอบคุณครับ อาหารอร่อยมาก บทสนทนาภาษาไทยในชีวิตป
B: ขอบคุณครับ ยินดีให้บริการ บทสนทนาภาษาไทยในชีวิตป
คำศัพท์สำคัญ:
อร่อย = Delicious บทสนทนาภาษาไทยในชีวิตป
ยินดีให้บริการ = Happy to serve
9. การชำระเงินและถามวิธีจ่าย
เมื่อรับประทานเสร็จ สามารถถามวิธีชำระเงิน เช่น รับเงินสดหรือบัตรเครดิตไหมครับ/คะ
ตัวอย่างบทสนทนา:
A: ขอจ่ายด้วยบัตรเครดิตได้ไหมครับ
B: ได้ครับ กรุณาใส่รหัส
A: ขอบคุณครับ
คำศัพท์สำคัญ:
จ่าย = Pay
เงินสด = Cash
บัตรเครดิต = Credit card
รหัส = PIN / Code
การสนทนาในที่ทำงาน (Workplace Conversations)
การสนทนาในที่ทำงานเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเพื่อนร่วมงาน หัวหน้า และลูกค้า การพูดคุยอย่างสุภาพ ชัดเจน และตรงประเด็นช่วยให้การทำงานราบรื่นและลดความเข้าใจผิด
1. การทักทายในที่ทำงาน
เริ่มต้นด้วยคำทักทาย เช่น สวัสดีครับ/ค่ะ สบายดีไหมครับ/คะ การทักทายในเช้าวันทำงานช่วยสร้างบรรยากาศที่เป็นมิตร
ตัวอย่างบทสนทนา:
A: สวัสดีครับ วันนี้เป็นอย่างไรบ้าง
B: สวัสดีค่ะ งานเยอะหน่อยค่ะ แต่สบายดี
คำศัพท์สำคัญ:
ทักทาย = Greet
งานเยอะ = Busy with work
สบายดี = Fine / Good
2. การถามเกี่ยวกับงานที่รับผิดชอบ
สามารถถามงานที่เพื่อนร่วมงานทำ เช่น งานวันนี้ทำอะไรบ้างครับ/คะ งานชิ้นนี้เสร็จหรือยังครับ/คะ
ตัวอย่างบทสนทนา:
A: งานรายงานวันนี้เสร็จหรือยังครับ
B: เสร็จแล้วค่ะ ส่งอีเมลให้เรียบร้อย
คำศัพท์สำคัญ:
รายงาน = Report
ส่งอีเมล = Send email
เรียบร้อย = Completed / Done
3. การประชุมและการนัดหมาย
ใช้ในการถามเวลาหรือเนื้อหาการประชุม เช่น ประชุมวันนี้กี่โมงครับ/คะ วาระการประชุมคืออะไรครับ/คะ
ตัวอย่างบทสนทนา:
A: ประชุมวันนี้เริ่มกี่โมงครับ
B: 10 โมงครับ ประชุมเกี่ยวกับโปรเจกต์ใหม่
คำศัพท์สำคัญ:
ประชุม = Meeting
วาระการประชุม = Agenda
โปรเจกต์ = Project
4. การขอความช่วยเหลือหรือสอบถามงาน
เมื่อไม่แน่ใจเรื่องงาน สามารถถามเพื่อนร่วมงาน เช่น ช่วยดูเอกสารนี้หน่อยได้ไหมครับ/คะ คุณช่วยอธิบายขั้นตอนนี้ให้หน่อยได้ไหมครับ/คะ
ตัวอย่างบทสนทนา:
A: ช่วยตรวจรายงานฉบับนี้หน่อยได้ไหมครับ
B: ได้เลยครับ
คำศัพท์สำคัญ:
ตรวจ = Check / Review
ฉบับ = Copy / Version
ขั้นตอน = Step / Procedure
5. การเสนอความคิดเห็นหรือไอเดีย
สามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เช่น คุณคิดเห็นอย่างไรครับ/คะ ผมมีไอเดียเรื่องนี้ครับ/ค่ะ
ตัวอย่างบทสนทนา:
A: คุณคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับโปรเจกต์นี้ครับ
B: ผมคิดว่าควรปรับวิธีการทำงานเล็กน้อย
คำศัพท์สำคัญ:
คิดเห็น = Opinion / Think
ไอเดีย = Idea
ปรับ = Adjust / Modify
6. การแจ้งปัญหาหรืออุปสรรคในการทำงาน
ใช้เมื่อเจอปัญหา เช่น งานล่าช้าครับ มีปัญหาเกี่ยวกับระบบครับ/คะ การแจ้งอย่างสุภาพช่วยให้ได้รับความช่วยเหลือ
ตัวอย่างบทสนทนา:
A: งานรายงานอาจส่งล่าช้าครับ เนื่องจากระบบช้า
B: เข้าใจครับ ผมช่วยตรวจสอบให้
คำศัพท์สำคัญ:
ล่าช้า = Delayed
ระบบ = System
ช่วย = Help
7. การขอคำแนะนำจากหัวหน้า
สามารถถามหัวหน้าเรื่องงาน เช่น ควรทำอย่างไรครับ/คะ เรื่องนี้ควรปรับอย่างไรครับ/คะ
ตัวอย่างบทสนทนา:
A: เรื่องรายงานนี้ ผมควรปรับอย่างไรครับ
B: เพิ่มข้อมูลสรุปและกราฟประกอบครับ
คำศัพท์สำคัญ:
คำแนะนำ = Advice / Guidance
ปรับ = Adjust
สรุป = Summary
กราฟ = Graph / Chart
8. การขอบคุณและแสดงความร่วมมือ
หลังได้รับความช่วยเหลือหรือคำแนะนำ สามารถพูดว่า ขอบคุณครับ/ค่ะ ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือครับ/ค่ะ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดี
ตัวอย่างบทสนทนา:
A: ขอบคุณครับที่ช่วยตรวจงานให้
B: ยินดีครับ
คำศัพท์สำคัญ:
ช่วยเหลือ = Help / Assist
ยินดี = You’re welcome / Happy to help
ความร่วมมือ = Cooperation
9. การแจ้งการลา หรือขอลาหยุด
สามารถถามหรือแจ้งการลาหยุด เช่น ผมขอลาวันนี้ได้ไหมครับ/คะ แจ้งล่วงหน้า 1 วัน
ตัวอย่างบทสนทนา:
A: ผมขอลาวันพรุ่งนี้ได้ไหมครับ
B: ได้ครับ กรุณาส่งอีเมลแจ้งฝ่ายบุคคลด้วย
คำศัพท์สำคัญ:
ลา = Leave
ล่วงหน้า = In advance
ฝ่ายบุคคล = HR / Human resources
การโทรศัพท์และส่งข้อความ (Phone Calls and Text Messaging)

การสื่อสารผ่านโทรศัพท์และข้อความเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตประจำวันทั้งเรื่องงานและชีวิตส่วนตัว การรู้วิธีพูดอย่างสุภาพ ชัดเจน และเข้าใจรูปแบบการตอบกลับช่วยให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพและลดความเข้าใจผิด
1. การเริ่มต้นการโทรศัพท์
เริ่มด้วยคำทักทาย เช่น สวัสดีครับ/ค่ะ นี่…ครับ/ค่ะ โทรมาจาก… หรือขอโทษรบกวนเวลาสักครู่ได้ไหมครับ/คะ
ตัวอย่างบทสนทนา:
A: สวัสดีครับ นี่สมชายครับ โทรมาจากบริษัท…
B: สวัสดีค่ะ คุณสมชาย โทรหาเรื่องอะไรครับ
A: ขอโทษรบกวนเวลาสักครู่ครับ
คำศัพท์สำคัญ:
โทรมาจาก = Call from
รบกวน = Disturb / Bother
เวลาสักครู่ = A moment / A little time
2. การสอบถามและให้ข้อมูลเบื้องต้น
สามารถถามหรือบอกเหตุผลในการโทร เช่น โทรมาถามเรื่องเอกสารครับ โทรมาแจ้งข่าวครับ
ตัวอย่างบทสนทนา:
A: โทรมาถามเรื่องเอกสารรายงานครับ
B: ได้เลยครับ มีอะไรให้ช่วยไหมครับ
A: ขอบคุณครับ แค่สอบถามข้อมูลเบื้องต้น
คำศัพท์สำคัญ:
สอบถาม = Ask / Inquire
แจ้ง = Inform / Notify
เบื้องต้น = Initial / Basic
3. การขอพูดคุยกับบุคคลอื่น
สามารถถามเพื่อให้ต่อสายกับบุคคลที่ต้องการ เช่น ขอสายคุณสมชายครับ คุณสมชายอยู่ไหมครับ/คะ
ตัวอย่างบทสนทนา:
A: ขอสายคุณสมชายครับ
B: ขอรอสักครู่ครับ
A: ขอบคุณครับ
คำศัพท์สำคัญ:
ขอสาย = Request to speak
รอสักครู่ = Wait a moment
4. การรับสายและแนะนำตัว
เมื่อรับสาย ควรพูดสุภาพ เช่น สวัสดีค่ะ บริษัท… สมชายพูดครับ สวัสดีครับ ผมสมชาย
ตัวอย่างบทสนทนา:
A: สวัสดีค่ะ บริษัท… สมชายพูดครับ
B: สวัสดีครับ คุณสมชาย
คำศัพท์สำคัญ:
รับสาย = Answer the call
แนะนำตัว = Introduce oneself
5. การสอบถามรายละเอียดหรือขอข้อมูลเพิ่มเติม
ใช้ถามข้อมูลเพิ่มเติม เช่น รบกวนส่งรายละเอียดทางอีเมลได้ไหมครับ/คะ ต้องใช้เอกสารอะไรบ้างครับ/คะ
ตัวอย่างบทสนทนา:
A: รบกวนส่งรายละเอียดทางอีเมลให้หน่อยได้ไหมครับ
B: ได้เลยครับ เดี๋ยวส่งให้วันนี้
คำศัพท์สำคัญ:
รายละเอียด = Details
เอกสาร = Document
เดี๋ยว = Soon / Shortly
6. การแจ้งการไม่สะดวกหรือขอโทษ
สามารถใช้เมื่อไม่สะดวกพูดคุย เช่น ขอโทษครับ ไม่สะดวกคุยตอนนี้ โทรกลับได้ไหมครับ
ตัวอย่างบทสนทนา:
A: ขอโทษครับ ตอนนี้ผมไม่สะดวกคุย
B: ได้ครับ เดี๋ยวผมโทรกลับใหม่
คำศัพท์สำคัญ:
ไม่สะดวก = Not convenient
โทรกลับ = Call back
7. การปิดการสนทนาอย่างสุภาพ
เมื่อคุยเสร็จ ควรพูดขอบคุณและบอกลาก่อน เช่น ขอบคุณครับ สวัสดีครับ ขอบคุณสำหรับข้อมูลครับ สวัสดีค่ะ
ตัวอย่างบทสนทนา:
A: ขอบคุณสำหรับข้อมูลครับ
B: ยินดีครับ สวัสดีครับ
คำศัพท์สำคัญ:
ขอบคุณ = Thank you
สวัสดี = Goodbye / Hello
ยินดี = You’re welcome
8. การส่งข้อความ (SMS/Chat)
การส่งข้อความควรชัดเจน กระชับ และสุภาพ เช่น สวัสดีครับ คุณสมชาย ส่งเอกสารเรียบร้อยแล้วครับ
ตัวอย่างบทสนทนา:
A: สวัสดีครับ คุณสมชาย ส่งเอกสารเรียบร้อยแล้วครับ
B: ขอบคุณครับ เดี๋ยวผมตรวจสอบครับ
คำศัพท์สำคัญ:
ส่ง = Send
เรียบร้อย = Completed / Done
ตรวจสอบ = Check / Review
9. การตอบกลับข้อความอย่างสุภาพ
เมื่อได้รับข้อความ ควรตอบกลับอย่างสุภาพ เช่น ขอบคุณครับ/ค่ะ รับทราบครับ/ค่ะ เพื่อยืนยันว่าข้อความถูกอ่านและเข้าใจ
ตัวอย่างบทสนทนา:
A: ส่งเอกสารเรียบร้อยแล้วครับ
B: รับทราบครับ ขอบคุณครับ
คำศัพท์สำคัญ:
รับทราบ = Acknowledge / Noted
ตอบกลับ = Reply / Respond
บทสนทนาภาษาไทยมีความสำคัญอย่างไรในชีวิตประจำวัน
บทสนทนาภาษาไทยช่วยให้เราสื่อสารกับเพื่อน ครอบครัว เพื่อนร่วมงาน และผู้คนรอบตัวได้อย่างชัดเจนและสุภาพ ทำให้สร้างความสัมพันธ์ที่ดี ลดความเข้าใจผิด และช่วยให้ชีวิตประจำวันราบรื่น
ควรเริ่มบทสนทนาอย่างไรเมื่อเจอคนใหม่
สามารถเริ่มด้วยการทักทาย เช่น สวัสดีครับ/ค่ะ สบายดีไหมครับ/คะ หรือแนะนำตัว เช่น ผม/ฉันชื่อ… เพื่อสร้างความเป็นมิตรและบรรยากาศที่เป็นกันเอง
การถามสารทุกข์สุขดิบควรถามแบบไหน
ควรถามอย่างสุภาพและตรงไปตรงมา เช่น สบายดีไหมครับ/คะ ครอบครัวสบายดีไหมครับ/คะ หรือวันนี้เป็นอย่างไรบ้างครับ/คะ คำถามเหล่านี้ช่วยแสดงความใส่ใจและสร้างความสัมพันธ์ที่ดี
การซื้อของหรือช้อปปิ้ง ควรถามอะไรบ้าง
สามารถถามราคา รายละเอียดสินค้า วิธีชำระเงิน โปรโมชั่น หรือขอทดลองสินค้า เช่น ราคาเท่าไหร่ครับ/คะ มีโปรโมชั่นอะไรไหมครับ/คะ ขอชิมหน่อยได้ไหมครับ/คะ
บทสรุป
บทสนทนาภาษาไทยในชีวิตประจำวันเป็นทักษะสำคัญที่ช่วยให้เราสื่อสารกับผู้อื่นได้อย่างสุภาพ ชัดเจน และสร้างความสัมพันธ์ที่ดี ไม่ว่าจะเป็นการทักทายและแนะนำตัว การถามสารทุกข์สุขดิบ การซื้อของและช้อปปิ้ง การถามทางและการเดินทาง การสั่งอาหารในร้านอาหารหรือคาเฟ่ การสนทนาในที่ทำงาน หรือการโทรศัพท์และส่งข้อความ การฝึกฝนบทสนทนาเหล่านี้จะช่วยให้ชีวิตประจำวันราบรื่นและสะดวกมากขึ้น
การใช้คำพูดอย่างสุภาพ ฟังให้เข้าใจ โต้ตอบอย่างเหมาะสม และปรับตามสถานการณ์ จะช่วยให้บทสนทนาเป็นธรรมชาติและน่าสนใจ การเรียนรู้บทสนทนาภาษาไทยไม่เพียงเพิ่มทักษะการสื่อสาร แต่ยังช่วยสร้างความมั่นใจในการพบปะผู้คน และเสริมสร้างมารยาททางสังคมที่ดี
ดังนั้น การฝึกฝนบทสนทนาภาษาไทยในชีวิตประจำวันเป็นสิ่งที่ทุกคนควรให้ความสำคัญ ทั้งในชีวิตส่วนตัว การทำงาน และการใช้ชีวิตประจำวัน เพื่อให้สามารถสื่อสารได้อย่างราบรื่นและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในทุกสถานการณ์
